
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอันเดอร์โทนคือ "สีผิว" แต่จริงๆ แล้วมันคนละอย่างกัน
สีผิวคือสิ่งที่คุณเห็นตอนส่องกระจก ขาว เหลือง แทน คล้ำ ส่วนอันเดอร์โทนคือโทนที่อยู่ใต้ผิวลงไปอีกชั้น และมันไม่เปลี่ยนตามแดดหรือฤดู คนผิวขาวสองคนอาจมีอันเดอร์โทนคนละแบบสนิท และเหมาะกับสีคนละกลุ่มกันเลย
นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำแบบ "ผิวขาวใส่สีอะไรก็สวย" ใช้ไม่ได้จริง
ทำไมส่องกระจกเองแล้วมองไม่ออก
ลองนึกถึงตอนซื้อเสื้อในร้าน ไฟในร้านเป็นสีเหลืองอุ่น กระจกที่บ้านอยู่ใต้ไฟขาว แล้วแสงแดดตอนบ่ายก็ให้อีกโทนหนึ่ง สีเสื้อตัวเดียวกันเปลี่ยนไปหมดในสามที่
สายตาคนเราปรับตัวตามแสงรอบข้างตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว พอไม่มีอะไรให้เทียบ เราจึงตัดสินไม่ได้ว่าสีที่เห็นเป็นสีจริงหรือเป็นผลของแสง
อีกอย่างที่ทำให้ยากคือ เราคุ้นหน้าตัวเองเกินไป คุณเห็นหน้าตัวเองทุกวันจนสมองจำ "ค่าปกติ" เอาไว้ พอสีเสื้อทำให้หน้าดูหมองลงนิดหนึ่ง คุณจะรู้สึกแค่ว่า "วันนี้ดูเหนื่อย" ไม่ได้เชื่อมโยงว่ามันมาจากเสื้อ
แล้วการเทียบผ้าสีต่างจากการเดายังไง
การวิเคราะห์แบบตัวต่อตัวใช้วิธีที่เรียกว่า draping คือเอาผ้าสีจริงมาทาบใต้คางทีละผืน ภายใต้แสงที่ควบคุมไว้ แล้วดูว่าใบหน้าเปลี่ยนไปยังไงเมื่อสีเปลี่ยน
สิ่งที่เรามองไม่ใช่ว่าผ้าสวยไหม แต่ดูว่า
- ใต้ตาดูลึกลงหรือเรียบขึ้น
- ร่องแก้มกับขอบปากดูชัดขึ้นหรือนุ่มลง
- ผิวดูมีเลือดฝาดหรือดูเทาลง
- โครงหน้าดูคมขึ้นหรือดูแบน
พอเทียบผ้าสองผืนติดกัน ความต่างจะเห็นชัดทันที เพราะสมองเปรียบเทียบเก่งกว่าจำ นี่คือหัวใจของวิธีนี้ คุณไม่ต้องเชื่อคำอธิบายใคร คุณเห็นเองกับตาในกระจกเดียวกัน
ผลลัพธ์คืออะไร
จบเซสชันคุณจะรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มสีไหน และรู้เหตุผลว่าทำไม ไม่ใช่แค่ได้ชื่อฤดูกาลกลับบ้าน
สิ่งที่มีค่ากว่าชื่อกลุ่มคือความเข้าใจว่าสีแบบไหนทำอะไรกับหน้าคุณ เพราะเวลาไปเจอเสื้อสีที่ไม่มีในชาร์ต คุณจะยังตัดสินใจเองได้
การวิเคราะห์นี้ไม่ได้บอกว่าคุณห้ามใส่สีอะไร แต่บอกว่าสีไหนทำให้คุณเปล่งประกายที่สุด และสีที่ไม่ใช่กลุ่มของคุณก็ยังใส่ได้ แค่รู้วิธีวางให้ห่างจากใบหน้า
อยากรู้ว่ากลุ่มสีของคุณคือกลุ่มไหน
วิเคราะห์แบบตัวต่อตัว ใช้เวลา 1-1.5 ชั่วโมง ได้ Color Palette ประจำตัวกลับบ้าน
ทักไลน์ @thecolorwithin


